มีจริง !! ยาอั้นอึ หยุดอาการปวดไม่รู้เวลา แพทย์เตือนใช้ไม่ดีอาจถึงชีวิต

      โซเชียลฮือฮา ไอเทมใหม่ "ยาอั้นอึ" หยุดอาการปวดไม่รู้เวล่ำเวลา แพทย์เผย ยาทำให้ลำไส้ชะงักการบีบตัว ชะลอการปวด ชะลอการขับถ่าย ใช้ได้ปกติ แต่หากใช้ไม่ระวังอาจมีอันตรายถึงชีวิต

          กลายเป็นกระแสไวรัลมาแรงแซงทางโค้งสำหรับคนที่ประสบปัญหาปวดอุจจาระไม่รู้จักเวล่ำเวลา จน เฟซบุ๊ก Navarat Pradungson ได้ออกมาโพสต์ภาพไอเทมใหม่ ช่วยแก้ปัญหาปวดอึผิดที่ผิดเวลา ที่เมื่อกินยานี้เข้าไปจะทำให้อาการปวดท้องอึหายไปในเวลาไม่ถึง 10 นาที จนกลายมาเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นยานั้น อาจจะมีข้อบ่งใช้และข้อห้ามใช้อยู่ ซึ่งก็เป็นคำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัย 

 


          เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 9 มกราคม 2561 ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้สัมภาษณ์ คุณนวรัตน์ ผดุงสันต์ หรือคุณแจน เจ้าของโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า ก่อนที่จะทดลองใช้ยานี้ ก็ให้เพื่อนที่เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นช่วยแปลให้ว่าเป็นยาชนิดใด โดยพบว่าไม่น่าจะเกิดผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย ส่วนวิธีกินก็ง่าย เพียงแค่อมให้ละลายในปาก รอยาออกฤทธิ์ไม่นาน อาการปวดก็จะทุเลาลง ที่ผ่านมาในระยะเวลา 1 เดือน ตนใช้ยานี้ไปแล้ว 4 ครั้ง และระบบขับถ่ายยังเป็นปกติ แม้จะไม่ได้กินยา


          คุณนวรัตน์ ระบุอีกว่า ที่ตนนำเรื่องนี้มาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กนั้น ไม่ได้ต้องการจะขาย เพียงแค่ประทับใจในสรรพคุณของยา เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นจึงนำมาบอกต่อ และขอฝากถึงคนที่จะทดลองใช้ยาชนิดต่าง ๆ ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนใช้ว่าตรงกับอาการที่เป็นหรือไม่ เพราะยาบางตัวมีข้อห้ามหรือข้อจำกัดต่อโรค


          ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้สอบถามไปยัง นพ.ศุภวัฒน์ วราพรมงคลกุล อายุรแพทย์ทั่วไป ประจำโรงพยาบาลยันฮี ทราบว่า ยาหยุดถ่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตามจะมีสารสกัดชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ คล้าย ๆ กับ ยา "อีโมเดียม หรือโลโมติ้ว" ที่คุ้นเคยกันในบ้านเรา ทำให้ลำไส้หยุดชะงัก ไม่บีบตัว จึงชะลออาการปวดท้อง และการขับถ่ายออกไปได้ในระดับหนึ่ง

   นพ.ศุภวัฒน์ ระบุอีกว่า ต้องระวังผลข้างเคียง เพราะยาตัวนี้จะไปหยุดการทำงานของลำไส้ทันที หากสิ่งที่ตกค้างอยู่ในร่างกายมีการติดเชื้อ จะทำให้เชื้อนั้นอยู่ในร่างกายนานขึ้น และอาจเกิดลำไส้อักเสบ ซึ่งหากอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดจนเกิดการเสียชีวิตได้

          โดยปกติแล้ว ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ใช้ยาชนิดนี้ เพราะนอกจากจะออกฤทธิ์ต่อลำไส้แล้ว ยังส่งผลต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ม่านตา หรือจอประสาทตา

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Navarat Pradungsonamarintv