เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง หัวหน้าภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Komkrit Tul Uitekkeng เปิดเผยว่า อีกไม่นาน… ภาควิชาปรัชญา ม.ศิลปากร จะถูกยุบลงเป็นสาขาวิชา นี่เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งคงไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงแค่การการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยฯ แต่แสดงถึงความพยายามจะลดความสำคัญของวิชาการสายมนุษยศาสตร์ – อักษรศาสตร์ลงจนหายไปในที่สุด การยุบหรือลดสถานะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสถาบันอื่นๆ แต่เราไม่เคยเรียนรู้จากประสบการณ์ของที่อื่นๆเลย ว่าจะเสียอะไรหรือได้อะไรมากกว่ากัน…

ปล. ไม่ใช่แค่ภาคปรัชญา แต่ทุกภาควิชาในคณะฯ และกำลังดำเนินการไปทุกๆคณะวิชาฯ

ทั้งนี้ นายคมกฤช ยังได้โพสต์รายละเอียดอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมการเพื่อยุบภาควิชาปรัชญา ม.ศิลปากร ให้เป็นเพียงสาขาวิชาเพิ่มเติมด้วยว่า

จุดเริ่มต้นของการถอยหลังลงคลอง…

มหาวิทยาลัยศิลปากรออกระเบียบ เรื่องการจัดการส่วนงานภายใน และการยุบเลิก ปีพ.ศ.2561 โดยตั้งเกณฑ์ว่า หากจะขอจัดตั้งเป็นภาควิชา ต้องมีเกณฑ์ดังนี้

1.มีอาจารย์มากกว่า สิบคน

2.มีหลักสูตรสองหลักสูตรขึ้นไป คือป.ตรีหนึ่ง ป.โทหนึ่ง

3.เลี้ยงตัวเองได้ และมีอาคารสถานที่เอง

หากไม่เข้าเกณฑ์ อาจลดลงเป็นสาขาวิชา ซึ่งมีเพียงหนึ่งหลักสูตรและจำนวนอาจารย์ตามเกณฑ์ สกอ. บังคับใช้ และให้ดำเนินการให้เสร็จในปีนี้

ฝั่งคณะอักษรศาสตร์เองยิ่งน่าเศร้า เพราะแม้หากเลือกจะปฏิบัติตามระเบียบนี้ ยังมีทางเลือกหลายแบบ เช่น ให้ภาควิชาฯที่ยังสามารถเป็นภาควิชาตามเกณฑ์ได้ รักษาความเป็นภาควิชาฯไว้ ส่วนภาคที่อาจมีปัญหาก็อาจเลือกให้รวมกันแต่คงสถานะของภาควิชาไว้ได้ หรือต่อรองกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อขอระยะเวลาเพิ่ม (แต่ผู้บริหารคณะไม่คิดจะต่อรอง กลับสนองนโยบายอย่างเร่งด่วน) กลับเลือกการยุบลงเป็นสาขา และยังพยายามโน้มน้าวให้สาขาต่างๆยุบรวมลงเป็นสาขาเดียวกัน เช่น พยายามโน้มน้าวให้ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์รวมกัน หรือ สาขาอื่น โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ(อาจตีความได้ว่าเพื่อประหยัดงบฯ หรือสะดวกในการที่คณะจะเข้ามาจัดการได้ง่าย)

อีกทั้งการรวมสาขาวิชาก็มีปัญหาที่มองเห็นได้ทันที เช่น หากรวมสาขาที่มีอาจารย์น้อยและมากเข้าด้วยกัน ฝั่งที่มีอาจารย์มากกว่าก็ย่อมมีเสียงมากกว่าเสมอในการประชุมหรือลงมติ

นโยบายของมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครนอกจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อออกนอกระบบกลับพยายาม “รวมอำนาจ” ไปสู่ศูนย์กลางในการบริหาร ผิดหลักการของอุดมศึกษาที่ควรมีอิสระและกระจายอำนาจสู่ส่วนงานต่างๆ นอกจากนี้ยังมิได้คำนึงถึงพันธกิจในการให้การศึกษามากกว่าการหากำไร อีกทั้งลืมรากเหง้าว่ามหาวิทยาลัยของตนเองมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร นี่คือเรื่องน่าอับอายที่สุด

Credit  mytulny  matichon