เรื่องราวของหญิงรายหนึ่งหลังโพสต์ข้อความเปิดเผยระบบรุ่นพี่-รุ่นน้อง ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ เมื่อทำลายความสุขของลูกชายในรั้วมหาวิทยาลัยตลอด 4 ปี เหตุรุ่นพี่ไม่ให้รุ่น ทั้งที่ขอลาซ้อมเชียร์ไปสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

วันนี้ (22 เม.ย.) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Niwatcharee Wungsoontorn” ได้โพสต์ข้อความลงในสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเรื่องราวของบุตรชายตนเองที่กำลังศึกษาในคณะคณะวิศวะคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมพ่วงดีกรีการเข้าร่วมการแข่งขันคอมพิวเตอร์โปรแกรมต่างๆ ทั้งระดับโรงเรียน ระดับจังหวัด และระดับโลก เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อ “เมฆ” ต้องไปทำหน้าที่แข่งขันคอมพิวเตอร์ระดับประเทศที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 วัน เจ้าตัวได้ทำหนังสือลาทั้งหมด 4 ฉบับ แบ่งเป็นลาอาจารย์ 3 ฉบับ และลารุ่นพี่อีก 1 ฉบับ ปัญหาเกิดจากการที่รุ่นพี่ปฏิเสธ จดหมายลาฉบับดังกล่าวและพูดขู่ หากขาดซ้อมเชียร์แม้แต่วันเดียวจะต้องโดนถอนรุ่น 

สุดท้าย “เมฆ” ตัดสินใจไปแข่งขันและกลับมาพร้อมรางวัลระดับประเทศ และเมื่อจะกลับไปซ้อมเชียร์พร้อมเพื่อนๆ กลับโดนรุ่นพี่ประกาศว่าโดนถอดรุ่น ยึดสิทธิ์เกียร์และเสื้อชอป ห้ามใส่เสื้อชอปตลอดไป ห้ามเข้าร่วมทุกกิจกรรมของคณะฯ และหนักที่สุดคือห้ามร่วมวิ่งประเพณีขึ้นดอย สุดท้ายโดนกีดกันไม่ให้วิ่งขึ้นดอย จึงรู้สึกหมดศรัทธาและเสียใจเป็นอย่างมากแต่ก็ทนเรียนมาจนจบปี 4 

ด้านผู้เป็นแม่จึงอยากจะฝากปัญหาดังกล่าวไปให้ถึงผู้บริหารของทางมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ซึ่งระบุข้อความว่า



"อยากรู้ ระบบอุบาทว์นี้เริ่มได้ไง ใครเป็นคนเริ่ม ใครเป็นคนให้การสนับสนุน ใครเป็นคนให้สิทธิ์ในการยึดเกียร์และเสื้อชอปของรุ่นน้อง อาจารย์ในคณะ มีใครตระหนักถึงปัญหานี้บ้าง หากบอกว่าจะสอนอย่างเดียว เรืองระบบรุ่นพี่ อาจารย์ขอไม่เกี่ยว มันคงแปลก พ่อแม่ส่งลูกมาเรียน หวังว่าคนเป็นครูบาอาจารย์จะรัก สั่งสอนและดูแลลูกเราเหมือนเป็นพ่อแม่ใช่ไหม หากในสังคมมีสิ่งไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ไยไม่แยแส หากเด็กที่อยู่ภายใต้การสั่งสอนของคุณทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไยไม่แก้ไข ระบบอุบาทว์นี้เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร ประโยชน์ของมันในรั้วมหาวิทยาลัยคืออะไร ใครช่วยบอกมาสักข้อนึงสิ

นาทีนี้ รู้สึกแย่กับเรื่องนี้มากๆ
แย่ ที่รุ่นพี่กล้ากระทำสิ่งอุบาทว์นี้กับคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย นี่ชีวิตคนนะ ความรู้สึกของคนไม่ใช่ของเล่นของพวกคุณ

แย่ ที่ครูบาอาจาย์เพิกเฉยกับปัญหาของเด็ก ทั้งที่ชื่นชมยินดีที่เด็กสร้างชื่อเสียงให้คณะ เพราะพี่เมฆไม่ได้ไปแข่งเพียงคร้งเดียว

แย่ ที่คณะวิศวกรรมยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นภายในคณะของตัวเอง มันไม่ได้ทำให้คณะของคุณดูขลังขึ้น มันไม่ได้ทำให้ระบบรุ่นพี่ของคุณดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเลย

แย่ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปล่อยให้คณะที่น่าเลื่อมใส ทำร้ายลูกช้างของตัวเองโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ปล่อยให้รุ่นพี่ขัดขวางตัดโอกาสหาประสบการณ์ของรุ่นน้องเพื่อความก้าวหน้าสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย..

สุดท้าย แย่ ที่ชาช่าเคยมีความหวังมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีความยุติธรรม คืนศักดิ์ศรีให้พี่เมฆกลับมา และจะยังเป็น “บ้าน” ของครอบครัวเราต่อไป

เสียดาย เสียดาย เสียดายความรู้สึกดีๆ ที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าสวได้ถูกแชร์ออกสู่โลกโซเชียลฯ เป็นจำนวนมากกว่า 6,200 ครั้ง พร้อมกับคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ระบบรุ่นพี่รุ่นน้องของมหาวิทย่าลัยดังกล่าวอย่างมาก และเมนต์ให้กำลังใจ “น้องเมฆ” อีกเป็นจำนวนมาก



จากนั้นผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Phuwadech Santhanapirom" หรือ “เมฆ” ได้ออกมาโพสต์ข้อความอธิบายเพิ่มเติมจากที่ผู้เป็นแม่ได้กล่าวเอาไว้ว่า

“ก่อนอื่นเลยขออธิบายก่อนว่าผมไม่มีปัญหากับทางมหา'ลัยหรือระบบ SOTUS แต่อย่างใด การที่ได้อยู่ที่นี่มา 4 ปี ก็ทำให้ผมได้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน และคิดว่าระบบของที่นี่มีข้อดีมากพอที่จะเก็บรักษาไว้ต่อไปครับ มันทำให้ผมเข้าใจได้ว่าทำไมคนที่จบจากที่นี่ถึงได้รักกันมากขนาดนี้

ข้อความที่อยู่ในโพสต์ของคุณแม่ของผม มีจุดที่ผิดพลาดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอยู่ 2 อย่าง 

1. ก็คือการโดนยึดสร้อยเกียร์และเสื้อ Shop ของคณะ ซึ่งจริงๆเป็นสิ่งที่จะได้รับในช่วงก่อนที่จะขึ้นปี 2 ครับ แต่ในกรณีของผมเกิดขึ้นในช่วงปี 1 เทอมแรก ทำให้ตอนนั้นยังไม่มีทั้งสองอย่างนี้ครับ แต่เป็นการคืนแฟ้มแทน (แฟ้มเป็นเหมือนตัวแทนของ นศ.ปี 1 ในคณะนี้ครับ) และ 

2. กรณีที่เกิดขึ้นในงานปัจฉิม เป็นความจริงที่มีการบังคับเข้า และเลือกใส่เสื้อ Shop หรือเสื้อ นศ. ก็ได้ตามความสมัครใจ ซึ่งส่วนมากจะใส่อย่างแรกกัน เพราะมีกิจกรรมต่อในตอนบ่ายในคณะครับ แต่ไม่ได้มีการประกาศว่าคนที่ไม่เอารุ่นห้ามเข้าร่วมการบูมหรือร้องเพลงร่วมกับเพื่อนแต่อย่างใด

หลังจากที่ไม่ได้รุ่น ผมไม่มีปัญหากับการเรียนในมหาลัยแต่อย่างใดครับ ไม่มีการเหยียดใดๆ เกิดขึ้น เพื่อนๆพี่ๆที่รู้จักในภาควิชาส่วนมากทุกคนให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่กรณีของเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เข้าใจว่าเป็นการดูแลของกลุ่มๆ หนึ่งโดยเฉพาะ จึงไม่มีผู้ที่มีอำนาจสามารถเข้ามาช่วยเหลือในด้านนี้ได้ครับ

ตอนที่โดนนั้น เพื่อนๆ หลายคนก็มาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็ไม่อยากโพสต์อะไรมากมายเพราะกลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ และผมยังศรัทธาในระบบนี้อยู่ ยังอยากเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ อยู่ และยังมีความหวังว่าถ้าภายในเทอม 2 เราเข้าร่วมกิจกรรมตามปกติ และไปพูดคุยกับคนที่มีอำนาจในการช่วยเหลือ เขาอาจยอมให้เรากลับไปเข้าร่วมกิจกรรมก่อนขึ้นปี 2 ก็ได้

จนสุดท้ายพอขึ้นปี 2 มาแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเวลาผ่านมาพักนึงก็ทำให้ผมรู้ว่าถึงเราจะไม่ได้รุ่น แต่เพื่อนๆ พี่ๆ และอาจารย์ก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นคนนอกแต่อย่างใด ต้องขอขอบคุณพวกเขามากจริงๆ และทำให้ผมเริ่มยอมรับได้ว่าการเรียนต่อในที่นี่โดยไม่มีรุ่น ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเท่าไร”

Credit  https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000039676